Telakaṭāhagāthā
เตลกฏาหคาถา
Namo tassa bhagavato arahato sammāsambuddhassa
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
1.
๑.
Laṃkissaro jayatu vāraṇarājagāmīBhogindabhoga rucirāyata pīṇa bāhu,Sādhupacāranirato guṇasannivāsoDhamme ṭhito vīgatakodhamadāvalepo;
ขอพระเจ้ากรุงลังกา ผู้มีก้าวเดินดุจพญาช้าง ผู้มีพระพาหาอวบอิ่มงดงามยาวดุจขนดพญานาค ผู้ยินดีในการประพฤติชอบ ผู้เป็นที่รวมแห่งคุณธรรม ผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม ผู้ปราศจากความโกรธ ความมัวเมา และความถือตัว จงมีชัย
2.
๒.
Yo sabbalokamahito karuṇādhivāsoMokkhākaro ravikulambara puṇṇa cando,Ñeyyodadhiṃ suvipulaṃ sakalaṃ vibuddhoLokuttamaṃ namatha taṃ sirasā munindaṃ;
พระมุนินทร์พระองค์ใดเป็นที่บูชาของโลกทั้งปวง เป็นที่สถิตแห่งพระกรุณา เป็นบ่อเกิดแห่งโมกขธรรม เป็นพระจันทร์เต็มดวงในท้องฟ้าคือสุริยวงศ์ ผู้ตรัสรู้เญยยธรรมอันกว้างขวางทั้งปวงโดยสมบูรณ์ ท่านทั้งหลายจงนอบน้อมพระมุนินทร์ผู้สูงสุดในโลกนั้นด้วยเศียรเกล้า
3.
๓.
Sopānamālamamalaṃ tidasālayassaSaṃsāra sāgarasamuttaraṇāya setuṃ,Sabbāgatībhaya vivajjita khema maggaṃDhammaṃ namassatha sadā muninā paṇītaṃ;
ท่านทั้งหลายจงนอบน้อมพระธรรมอันประณีตที่พระมุนีทรงแสดงไว้เสมอ ซึ่งเป็นดุจแถวแห่งบันไดอันบริสุทธิ์สู่สรวงสวรรค์ เป็นสะพานเพื่อข้ามพ้นมหาสมุทรคือสังสารวัฏ และเป็นทางอันเกษมที่เว้นขาดจากภัยในทุคติทั้งปวง
4.
๔.
Deyyaṃ tadappamapi yattha pasanna cittāDatvā narā phalamuḷārataraṃ labhante,Taṃ sabbadā dasabalenapi suppasatthaṃSaṅghaṃ namassatha sadāmitapuññakhettaṃ;
นรชนทั้งหลายมีจิตเลื่อมใสแล้วถวายไทยธรรมแม้เพียงเล็กน้อยในพระสงฆ์ใด ย่อมได้รับผลอันไพบูลย์ยิ่ง พระสงฆ์นั้นเป็นที่สรรเสริญอย่างยิ่งแม้จากพระทศพลในกาลทุกเมื่อ ท่านทั้งหลายจงนอบน้อมพระสงฆ์ผู้เป็นนาบุญอันหาประมาณมิได้นั้นเสมอ
5.
๕.
Tejo balena mahatā ratanattayassaLokattayaṃ samadhigacchati yena mokkhaṃ,Rakkhā na catthi ca samā ratanattayassaTasmā sadā bhajatha taṃ ratanattayaṃ bho;
ด้วยเดชและกำลังอันยิ่งใหญ่แห่งพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นเหตุให้โลกทั้งสามบรรลุถึงโมกขธรรมได้ การคุ้มครองอื่นที่เสมอด้วยพระรัตนตรัยไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบูชาพระรัตนตรัยนั้นเสมอเถิด
6.
๖.
Laṃkissaro parahitekarato nirāsoRattimpi jāgararato karuṇādhivāso,Lokaṃ vibodhayati lokahitāya kāmaṃDhammaṃ samācaratha jāgariyānuyuttā;
พระเจ้ากรุงลังกาผู้ทรงยินดีในการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ทรงยินดีในการตื่นอยู่แม้ในยามราตรี เป็นที่สถิตแห่งพระกรุณา ทรงปลุกโลกให้ตื่นเพื่อประโยชน์สุขของโลก ท่านทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความเพียรเครื่องตื่น จงประพฤติธรรมเถิด
7.
๗.
Sattopakāra niratā kusale sahāyāBho dullabhā bhuvi narā vihatappamādā,Laṃkādhipaṃ guṇadhanaṃ kusale sahāyaṃĀgamma saṃcaratha dhammamalaṃ pamādaṃ;
โอ สหายผู้ยินดีในการเกื้อกูลสัตว์ทั้งหลายในกุศลธรรม นรชนผู้กำจัดความประมาทได้แล้วนั้นหาได้ยากในโลก ท่านทั้งหลายจงอาศัยพระเจ้ากรุงลังกาผู้มีคุณธรรมเป็นทรัพย์ เป็นสหายในกุศลธรรม แล้วจงประพฤติธรรมเถิด พอทีกับความประมาท
8.
๘.
Dhammo tiloka saraṇo paramo rasānaṃDhammo mahaggharatano ratanesu loke,Dhammo bhave tibhavadukkha vināsahetuDhammaṃ samācaratha jāgariyānuyuttā;
พระธรรมเป็นที่พึ่งของโลกทั้งสาม เป็นรสอันสูงสุดในบรรดารสทั้งหลาย พระธรรมเป็นรัตนะอันมีค่ามากในบรรดารัตนะทั้งหลายในโลก พระธรรมเป็นเหตุแห่งการทำลายทุกข์ในภพทั้งสาม ท่านทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความเพียรเครื่องตื่น จงประพฤติธรรมเถิด
9.
๙.
Niddaṃ vinodayatha bhāvayathappameyyaṃDukkhaṃ aniccampi ceha anattatañca,Dehe ratiṃ jahatha ja jajjarabhājanābhoDhammaṃ samācaratha jāgariyānuyuttā;
ท่านทั้งหลายจงบรรเทาความหลับ จงเจริญธรรมอันหาประมาณมิได้ จงพิจารณาเห็นทุกข์ อนิจจัง และอนัตตาในโลกนี้ จงละความยินดีในร่างกายอันเปรียบด้วยภาชนะที่คร่ำคร่า ท่านทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความเพียรเครื่องตื่น จงประพฤติธรรมเถิด
10.
๑๐.
Okāsa majja mama natthi suve karissaṃDhammaṃ itīhalasatā kusalappayoge,Nā’laṃ tiyaddhasu tathā bhuvanattaye caKāmaṃ na catthi manujo maraṇā pamutto;
วันนี้เรายังไม่มีโอกาส พรุ่งนี้จึงจะทำธรรม ความเกียจคร้านเช่นนี้ในการประกอบกุศล ย่อมไม่เพียงพอในกาลทั้งสามและในภพทั้งสาม แท้จริงแล้ว ไม่มีมนุษย์ผู้ใดพ้นจากความตายไปได้
11.
๑๑.
Khitto yathā nabhasi kenacideva leḍḍuBhūmiṃ samāpatti bhāratayā khaṇena,Jātattameva khalu kāraṇamekamatraLokaṃ sadā nanu dhuvaṃ maraṇāya gantuṃ;
ก้อนดินที่ใครคนหนึ่งขว้างขึ้นไปในอากาศ ย่อมตกลงสู่พื้นดินด้วยความหนักในชั่วขณะ ฉันใด ความเป็นผู้เกิดแล้วนั่นเองเป็นเหตุเพียงประการเดียวในโลกนี้ ที่ทำให้โลกต้องไปสู่ความตายอย่างแน่นอนเสมอ ฉันนั้น
12.
๑๒.
Kāmaṃ narassa patato girimuddhanātoMajjhe na kiñci bhayanissaraṇāya hetu,Kāmaṃ vajanti maraṇaṃ tibhavesu sattāBhoge ratiṃ pajahathāpi ca jīvite ca;
แท้จริงแล้ว เมื่อนรชนตกลงมาจากยอดเขา ในระหว่างนั้นไม่มีเหตุใดที่จะทำให้พ้นจากภัยได้เลย แท้จริงแล้ว สัตว์ทั้งหลายในภพทั้งสามย่อมไปสู่ความตาย ท่านทั้งหลายจงละความยินดีในโภคทรัพย์และในชีวิตเสียเถิด
13.
๑๓.
Kāmaṃ patanti mahiyā khalu vassadhārāVijjullatā vitatamegha mukhā pamuttā,Evaṃ narā maraṇabhīma papātamajjheKāmaṃ patanti nahi koci bhavesu nicco;
สายฝนย่อมตกลงสู่พื้นดินจากปากเมฆที่แผ่กว้างพร้อมด้วยสายฟ้า ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายย่อมตกลงสู่ท่ามกลางเหวคือความตายอันน่าสะพรึงกลัว ฉันนั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีใครในภพทั้งหลายที่เป็นนิจนิรันดร์
14.
๑๔.
Velātaṭe paṭutaroru taraṃgamālāNāsaṃ vajanti satataṃ salilālayassa,Nāsaṃ tathā samupayanti narāmarānaṃPāṇāni dāruṇatare maraṇodadhimhi;
ระลอกคลื่นลูกใหญ่ที่รุนแรง ณ ชายฝั่ง ย่อมถึงความพินาศในมหาสมุทรเสมอ ฉันใด ชีวิตของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ย่อมถึงความพินาศในมหาสมุทรคือความตายอันร้ายกาจยิ่ง ฉันนั้น
15.
๑๕.
Ruddhopi so rathavarassagajādhipehiYodhehi cāpi sabalehi ca sāyudhehi,Lokaṃ vivaṃciya sadā maraṇūsabho soKāmaṃ nihanti bhuvanattaya sāli daṇḍaṃ;
แม้จะถูกขัดขวางด้วยรถศึกอันประเสริฐ ด้วยม้า ด้วยพญาช้าง ด้วยเหล่านักรบผู้มีกำลังพร้อมด้วยอาวุธ พญามัจจุราชนั้นย่อมหลอกลวงโลกเสมอ และย่อมประหัตประหารโลกทั้งสามดุจท่อนไม้ตีข้าว
16.
๑๖.
Bho mārutena mahatā vihato padīpoKhippaṃ vināsa mukhameti mahappabhopi,Loke tathā maraṇacaṇḍa samīraṇenaKhippaṃ vinassati narāyumahā padīpo;
โอ ประทีปแม้จะมีแสงสว่างมาก เมื่อถูกลมแรงพัด ย่อมถึงความพินาศอย่างรวดเร็ว ฉันใด ในโลกนี้ ประทีปคืออายุอันยิ่งใหญ่ของนรชน ย่อมพินาศไปอย่างรวดเร็วด้วยลมพายุคือความตายอันร้ายกาจ ฉันนั้น
17
๑๗
Rāmajjunappabhūti bhūpati puṃgavā caSūrā pure raṇamukhe vijitāri saṅghā,Tepīha caṇḍa maraṇogha nimuggadehāNāsaṃ gatā jagati ke maraṇā pamuttā?
พระราชาผู้ประเสริฐมีพระรามและพระอรชุนเป็นต้น ผู้กล้าหาญ ผู้เคยชนะหมู่ศัตรูในสงคราม แม้พระราชาเหล่านั้นก็มีร่างกายจมลงในห้วงน้ำคือความตายอันร้ายกาจนี้ ถึงความพินาศไปแล้ว ใครเล่าในโลกนี้จะพ้นจากความตายได้?
18.
๑๘.
Lakkhī ca sāgarapaṭā sadharādharā caSampattiyo ca vividhā api rūpasobhā,Sabbā ca tā api ca mittasutā ca dārāKe cāpi kaṃ anugatā maraṇaṃ vajantaṃ?
สิริและแผ่นดินอันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขตพร้อมทั้งภูเขา สมบัติอันหลากหลาย และความงามแห่งรูป ทั้งหมดนั้น แม้เพื่อน บุตร และภรรยา ใครเล่าจะติดตามผู้ที่กำลังไปสู่ความตายได้?
19.
๑๙.
Brahmāsurāsuragaṇā ca mahānubhāvāGandhabbakinnaramahoragarakkhasā ca,Te cā pare ca maraṇaggisikhāya sabbeAnte patanti salabhā iva khīṇapuññā;
แม้หมู่พรหม อสูร และเทวดาผู้มีอานุภาพมาก แม้คนธรรพ์ กินนร มโหรค และยักษ์ ทั้งหมดนั้นและผู้อื่นอีก ในที่สุดย่อมตกลงสู่เปลวไฟแห่งความตาย เหมือนแมลงเม่าผู้สิ้นบุญ
20.
๒๐.
Ye sāriputtapamukhā munisāvakā caSuddhā sadāsavanudā paramiddhipattā,Te cāpi maccuvaḷabhā mukha sannimuggāDīpānivānalahatā khayataṃ upetā;
แม้พระสาวกของพระมุนีมีพระสารีบุตรเป็นต้น ผู้บริสุทธิ์ ผู้กำจัดอาสวะได้เสมอ ผู้บรรลุฤทธิ์อันสูงสุด แม้พระสาวกเหล่านั้นก็จมลงในปากแห่งวังวนมัจจุราช ถึงความสิ้นไปแล้ว เหมือนประทีปที่ถูกลมพัดดับไป
21.
๒๑.
Buddhāpi buddhakamalāmalacārunettāBattiṃsalakkhaṇa virājita rūpasobhā,Sabbāsacakkhayakarāpi ca lokanāthāSammadditā maraṇamattamahāgajena;
แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวบาน ผู้มีพระรูปโฉมงดงามรุ่งเรืองด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แม้พระโลกนาถผู้ทรงทำลายอาสวะทั้งปวงได้ ก็ยังถูกพญาช้างคือความตายอันมัวเมาเหยียบย่ำแล้ว
22.
๒๒.
Rogāturesu karuṇā na jarāturesuKhiḍḍāparesu sukumārakumārakesu,Lokaṃ sadā hanati maccu mahāgajindoDavānalo vanamivāvarataṃ asesaṃ;
พญามัจจุราชผู้ยิ่งใหญ่ย่อมประหัตประหารโลกเสมอ โดยไม่มีความกรุณาในผู้ป่วยไข้ ในผู้ชรา หรือในเด็กน้อยผู้กำลังเล่นสนุกสนาน เหมือนไฟป่าที่เผาผลาญป่าทั้งหมดโดยไม่หยุดยั้ง
23.
๒๓.
Āpuṇṇatā na salile na jalāsayassaKaṭṭhassa cāpi bahutā na hutāsanassa,Bhutvāna so tibhūvanampi tathā asesaṃBho niddayo na khalu pītimupeti maccu;
ความเต็มเปี่ยมด้วยน้ำไม่มีแก่มหาสมุทร ความมากด้วยฟืนไม่มีแก่ไฟ ฉันใด พญามัจจุราชผู้ไร้ความปรานีนั้น เมื่อกลืนกินโลกทั้งสามทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่ถึงความอิ่มหนำเลย ฉันนั้น
24.
๒๔.
Bho moha mohitatayā vivaso adhaññoLoko patatyapipi maccumukhe subhīme,Bhoge ratiṃ samupayāti nihīnapaññoDolā taraṅgacapale supinopameyye;
โอ โลกผู้ไร้บุญ ผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งโมหะ ย่อมตกลงสู่ปากแห่งความตายอันน่าสะพรึงกลัว ผู้มีปัญญาทรามย่อมยินดีในโภคะอันหวั่นไหวดุจเปลและระลอกคลื่น เปรียบได้กับความฝัน
25.
๒๕.
Ekopi maccurabhihantumalaṃ tilokaṃKiṃ niddayā api jarāmaraṇānuyāyī,Ko vā kareyya vibhasuvesu ca jīvitāsaṃJāto naro supina saṃgama sannibhesu;
แม้มัจจุราชเพียงผู้เดียวก็สามารถประหัตประหารโลกทั้งสามได้ จะกล่าวไปไยถึงความไร้ปรานีของมัจจุราชผู้มีพยาธิและความแก่ติดตามมา ใครเล่าจะพึงทำความหวังในชีวิตของนรชนผู้เกิดมาแล้วในภพทั้งหลายอันเปรียบเหมือนการพบกันในความฝัน
26.
๒๖.
Niccāturaṃ jagadidaṃ sabhayaṃ sasokaṃDisvā ca kodhamadamohajarābhibhūtaṃ,Ubbegamattamapi yassa na vijjatī ceSo dāruṇona maraṇaṃ vata taṃ dhiratthu!Bho bho na passatha jarāsidharañhi maccuMāhaññamānamakhilaṃ satataṃ tilokaṃ,Kiṃ niddayā nayatha vītabhayā tiyāmaṃDhammaṃ sadā’savanudaṃ caratha’ppamattā;
โลกนี้ป่วยไข้อยู่เป็นนิจ มีภัย มีความโศก ถูกความโกรธ ความมัวเมา ความหลง และความแก่ครอบงำ หากความสลดใจแม้เพียงเล็กน้อยไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นช่างใจดำนัก น่าตำหนิยิ่งนัก! โอ ท่านทั้งหลาย ท่านไม่เห็นหรือว่ามัจจุราชผู้ถือดาบคือความแก่ กำลังประหัตประหารโลกทั้งสามทั้งหมดอยู่เสมอ ไฉนท่านจึงใช้เวลาสามยามไปโดยไม่สะทกสะท้านและปราศจากความกลัวเล่า ท่านทั้งหลายผู้ไม่ประมาท จงประพฤติธรรมอันกำจัดอาสวะได้เสมอเถิด
28.
๒๘.
Bhāvetha bho maraṇamāravivajjanāyaLoke sadā maraṇa saññamimaṃ yatattā,Evañhi bhāvanaratassa narassa tassaTaṇhā pahīyati sarīragatā asesā;
ท่านทั้งหลาย ผู้สำรวมตนแล้ว จงเจริญมรณสัญญานี้ในโลกเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงมารคือความตาย เพราะว่าตัณหาที่ซ่านไปในร่างกายของนรชนผู้ยินดีในการเจริญภาวนาเช่นนี้ ย่อมถูกละไปโดยไม่เหลือ
29.
๒๙.
Rūpaṃ jarā piyataraṃ malinīkarotiSabbaṃ balaṃ harati attani ghorarogo,Nānūpabhoga parirakkhita mattabhāvaṃBho maccu saṃharati kiṃ phalamattabhāve?
ความแก่ย่อมทำให้รูปที่น่ารักยิ่งเศร้าหมอง โรคร้ายย่อมพรากกำลังทั้งหมดในตนไป ดูก่อนท่านทั้งหลาย มฤตยูย่อมทำลายอัตภาพที่บำรุงรักษาไว้ด้วยเครื่องอุปโภคต่างๆ อัตภาพจะมีประโยชน์อะไร?
30.
๓๐.
KammānilāpahatarogataraṃgabhaṃgeSaṃsāra sāgara mukhe vitate vipannā,Mā māpamādamakarittha karotha mokkhaṃDukkhodayo nanu pamādamayaṃ narānaṃ;
ท่านทั้งหลายผู้ประสบความพินาศในปากมหาสมุทรคือสังสารวัฏอันกว้างใหญ่ ในความแตกสลายแห่งระลอกคลื่นคือโรคที่ถูกลมคือกรรมซัดมา อย่าได้ประมาทเลย จงทำความหลุดพ้นเถิด ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ของนรชนทั้งหลาย มีความประมาทเป็นเหตุ มิใช่หรือ?
31.
๓๑.
Bhogā ca mittasutaporisa bandhavā caNārī ca jīvitasamā api khettavatthu,Sabbāni tāni paralokamito vajantaṃNānubbajanti kusalākusalaṃva loke;
โภคทรัพย์ มิตร บุตร ข้าทาส และญาติทั้งหลาย สตรีผู้เปรียบเสมอด้วยชีวิต และแม้แต่ไร่นาที่ดิน สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไม่ติดตามผู้ที่ไปสู่ปรโลกจากโลกนี้ไป เหมือนกุศลและอกุศลในโลก (ที่ติดตามไป)
32.
๓๒.
Bho vijjucaṃcalatare bhavasāgaramhiKhittā purā katamahāpavanena tena,Kāmaṃ vibhijjati khaṇena sarīranāvāHatthe karotha paramaṃ guṇahatthasāraṃ;
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ในมหาสมุทรคือภพที่หวั่นไหวยิ่งกว่าสายฟ้า (สัตว์ทั้งหลาย) ถูกลมใหญ่คือกรรมที่ทำไว้แต่ก่อนซัดไป เรือคือร่างกายย่อมแตกสลายไปในชั่วขณะตามปรารถนา ท่านทั้งหลายจงยึดเอาคุณธรรมอันประเสริฐมาเป็นสาระในมือเถิด
33.
๓๓.
Niccaṃ vibhijjatiha āmaka bhājanaṃvaSaṃrakkhitopi bahudhā iha attabhāvo,Dhammaṃ samācaratha saggapatippatiṭṭhaṃDhammo suciṇṇamihameva phalaṃ dadāti;
แม้อัตภาพนี้ที่บำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยประการต่างๆ ก็ย่อมแตกสลายอยู่เป็นนิตย์เหมือนภาชนะดินดิบ ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสวรรค์เถิด ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมให้ผลในโลกนี้ทีเดียว
34.
๓๔.
Rantvā sadā piyatare divi devarajjeNamhā cavanti vibudhā api khīṇapuññā,Sabbaṃ sukhaṃ divi bhuvīha viyoganiṭṭhaṃKo paññavā bhavasukhesu ratiṃ kareyya?
แม้เหล่าเทพผู้รู้ เมื่อสิ้นบุญแล้ว แม้จะรื่นรมย์อยู่ในเทวราชสมบัติอันเป็นที่รักยิ่งเสมอ ก็ยังต้องจุติจากเทวโลกนั้น สุขทั้งปวงในสวรรค์และในโลกนี้ ย่อมมีความพลัดพรากเป็นที่สุด ผู้มีปัญญาคนไหนเล่าจะพึงยินดีในสุขทั้งหลายในภพ?
35.
๓๕.
Buddho sasāvakagaṇo jagadekanāthoTārāvalīparivutopi ca puṇṇacando,Indopi devamakuṭaṃkita pādakañjoKo pheṇapiṇḍa-na-samo tibhavesu jāto?
พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของโลกพร้อมด้วยหมู่สาวก แม้พระจันทร์เต็มดวงที่แวดล้อมด้วยแถวแห่งดวงดาว แม้พระอินทร์ผู้มีบาทบงกชอันประดับด้วยมงกุฎของเหล่าเทพ บรรดาผู้ที่เกิดในภพทั้งสาม ใครเล่าจะไม่เสมอด้วยก้อนฟองน้ำ?
36.
๓๖.
Līlāvataṃsamapi yobbana rūpasobhaṃAttūpamaṃ piyajanena ca sampayogaṃ,Disvāpi vijjucapalaṃ kurute pamādaṃBho mohamohitajano bhavarāgaratto;
ดูก่อนชนผู้ลุ่มหลงด้วยโมหะ ผู้กำหนัดในภพ แม้จะเห็นความงดงามแห่งรูปและวัยหนุ่มสาวอันเป็นเครื่องประดับแห่งลีลา และการสมาคมกับคนที่รักซึ่งเปรียบเสมอด้วยตนเอง ว่ามีความหวั่นไหวดุจสายฟ้า ก็ยังกระทำความประมาทอยู่
37.
๓๗.
Putto pitā bhavati mātu patīha puttoNārī kadāci jananī ca pitā ca putto,Evaṃ sadā viparivattati jīvalokoCitte sadāticapale khalu jātiraṅge;
ในโลกนี้ บุตรกลับกลายเป็นบิดา บุตรกลับกลายเป็นสามีของมารดา บางครั้งสตรีก็เป็นมารดา บิดาก็เป็นบุตร โโลกของสัตว์ย่อมหมุนเวียนไปเช่นนี้เสมอ ในเวทีแห่งชาติภพที่จิตหวั่นไหวอย่างยิ่ง
38.
๓๘.
Rantvā pure vividhaphullalatākulehiDevāpi nandanavane surasundarīhi,Te ve’kadā vitatakaṇṭakasaṃkaṭesuBho koṭisimbalivanesu phusanti dukkhaṃ;
แม้เหล่าเทพที่เคยรื่นรมย์ในสวนนันทวันอันสะพรั่งไปด้วยมวลไม้เลื้อยที่บานสะพรั่งนานาชนิดร่วมกับเหล่านางฟ้าผู้สิริโฉม ในกาลบางครั้ง พวกเขาก็ต้องประสบทุกข์ในป่าไม้งิ้วที่มีหนามแหลมคมนับล้านดาษดื่น
39.
๓๙.
Bhutvā sudhannamapi kañcanabhājanesuSagge pure suravarā paramiddhipattā,Te cāpi pajjalitalohagulaṃ gilantiKāmaṃ kadāci narakālaya vāsabhūtā;
เหล่าเทพผู้ประเสริฐผู้ถึงพร้อมด้วยฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ เคยบริโภคโภชนาหารอันประณีตในภาชนะทองคำในสวรรค์นคร แต่ในกาลบางครั้ง เมื่อต้องไปอาศัยอยู่ในนรก พวกเขาก็ต้องกลืนกินก้อนเหล็กที่ลุกโชนด้วยไฟ
40.
๔๐.
Bhutvā narissaravarā ca mahiṃ asesaṃDevādhipā ca divi dibbasukhaṃ surammaṃ,Vāsaṃ kadāci khurasañcitabhūtalesuTe vā mahārathagaṇānugatā divīha;
เหล่าพระราชาผู้ประเสริฐเคยครองแผ่นดินโดยไม่เหลือ และเหล่าจอมเทพเคยเสวยทิพยสุขอันน่ารื่นรมย์ในสวรรค์ แต่ในกาลบางครั้ง ผู้ที่เคยแวดล้อมด้วยกองรถอันยิ่งใหญ่ในสวรรค์และในโลกนี้ ก็ต้องไปอาศัยอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยคมมีด
41.
๔๑.
Devaṅganā lalitabhinnataraṅgamāleRaṅge mahissarajaṭāmakuṭānuyāte,Rantvā pure suravarā pamadāsahāyāTe cāpi ghorataravetaraṇiṃ patanti;
เหล่าเทพผู้ประเสริฐเคยรื่นรมย์ร่วมกับเหล่านางฟ้าในสถานที่อันวิจิตร ซึ่งแวดล้อมด้วยมงกุฎแห่งเหล่าจอมนรชน และมีระลอกคลื่นอันสวยงามแตกกระจายดุจระเบียบมาลัย แต่พวกเขาก็ยังต้องตกลงไปในแม่น้ำเวตรณีอันน่าสยดสยองยิ่ง
42.
๔๒.
Phullāni pallavalatāphalasaṃkulāniRammāni nandanavanāni manoramāni,DibbaccharālalitapuṇṇadarīmukhāniKelāsamerusikharāni ca yanti nāsaṃ;
สวนนันทวันอันน่ารื่นรมย์และน่าพึงใจที่สะพรั่งไปด้วยดอกไม้ ยอดอ่อน เถาวัลย์ และผลไม้ แม้แต่ยอดเขาไกรลาสและเขาพระสุเมรุที่มีปากถ้ำอันเต็มไปด้วยเหล่านางอัปสรผู้สง่างาม ก็ยังต้องถึงความพินาศไป
43.
๔๓.
Dolā’nilā’nalataraṃgasamā hi bhogāVijjuppabhāticapalāni ca jīvitāni,Māyāmarīcijalasomasamaṃ sarīraṃKo jīvite ca vibhave ca kareyya rāgaṃ?
โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมสั่นคลอนเสมอด้วยลม ไฟ และระลอกคลื่น ชีวิตทั้งหลายก็หวั่นไหวยิ่งกว่าแสงสายฟ้า ร่างกายก็เสมอด้วยมายา พยับแดด และเงาพระจันทร์ในน้ำ ใครเล่าจะพึงทำความกำหนัดในชีวิตและสมบัติ?
44.
๔๔.
Kiṃ dukkhamatthi na bhavesu ca dāruṇesuSattopi tassa vividhassa na bhājano ko,Jāto yathā maraṇarogajarābhibhūtoKo sajjano bhavaratiṃ pihayeyya’bālo?
ทุกข์อะไรเล่าที่ไม่มีในภพอันน่าสยดสยอง และสัตว์เหล่าใดเล่าที่ไม่เป็นที่รองรับแห่งทุกข์นานาชนิดนั้น เมื่อเกิดมาแล้วย่อมถูกความแก่ โรค และความตายครอบงำ สัตบุรุษผู้ไม่ใช่คนพาลคนไหนเล่าจะพึงปรารถนาความยินดีในภพ?
45.
๔๕.
Ke vāpi pajjalitalohagulaṃ gilantiSakkā kathañcidapi pāṇitalena bhīmaṃ,Dukkhodayaṃ asucinissavanaṃ anantaṃKo kāmayetha khalu dehamimaṃ abālo?
ใครเล่าจะพึงกลืนกินก้อนเหล็กแดงที่ลุกโชน หรือใครจะพึงประคองก้อนเหล็กอันน่าสยดสยองนั้นไว้ด้วยฝ่ามือได้ ร่างกายนี้เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ มีสิ่งไม่สะอาดไหลออกไม่สิ้นสุด ผู้ไม่ใช่คนพาลคนไหนเล่าจะพึงปรารถนาร่างกายนี้?
46.
๔๖.
Loke na maccusamamatthi bhayaṃ narānaṃNa vyādhidukkhasamamatthi ca kiṃci dukkhaṃ,Evaṃ virūpakaraṇaṃ na jarāsamānaṃMohena bho ratimupeti tathāpi dehe;
ในโลกนี้ไม่มีภัยใดของนรชนจะเสมอด้วยความตาย ไม่มีทุกข์ใดจะเสมอด้วยทุกข์จากโรค และไม่มีการทำให้เสียรูปใดจะเสมอด้วยความแก่ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถึงกระนั้น ชนทั้งหลายก็ยังยินดีในร่างกายนี้ด้วยโมหะ
47.
๔๗.
Nissārato nalakalīkadalīsamānaṃAttānameva parihaññati attahetu,Sampositopi kusahāya ivākataññūKāyo na yassa anugacchati kālakerā;
ร่างกายนี้ไร้สาระเสมอด้วยไม้อ้อ ไม้ผุ และต้นกล้วย ย่อมเบียดเบียนตนเองเพราะเหตุแห่งตน แม้จะบำรุงเลี้ยงไว้ก็เป็นผู้ไม่รู้คุณเหมือนเพื่อนชั่ว ย่อมไม่ติดตามผู้ที่ล่วงลับไปแล้วไป
48.
๔๘.
Taṃ pheṇapiṇḍasadisaṃ visasūlakappaṃToyā’nilā’nalamahīuragādhivāsaṃ,Jiṇṇālayaṃva paridubbalamattabhāvaṃDisvā naro kathamupeti ratiṃ sapañño?
นรชนผู้มีปัญญา เมื่อเห็นอัตภาพอันเสมอด้วยก้อนฟองน้ำ ประดุจหลาวพิษ เป็นที่อาศัยแห่งงูคือน้ำ ลม ไฟ และดิน และเป็นดุจเรือนเก่าที่ทรุดโทรมยิ่งนักนี้แล้ว จะพึงถึงความยินดีได้อย่างไร?
49.
๔๙.
Āyukkhayaṃ samupayāti khaṇe khaṇepiAnveti maccu hananāya jarāsipāṇī,Kālaṃ tathā na parivattati taṃ atītaṃDukkhaṃ idaṃ nanu bhavesu acintanīyaṃ?
อายุย่อมถึงความสิ้นไปในทุกๆ ขณะ มฤตยูผู้มีดาบคือความแก่ในมือย่อมติดตามมาเพื่อประหาร กาลเวลาที่ล่วงไปแล้วย่อมไม่กลับคืนมา ทุกข์ในภพทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่เหลือจะคิดมิใช่หรือ?
50.
๕๐.
Appāyukassa maraṇaṃ sulabhaṃ bhavesuDīghāyukassa ca jarā vyasanaṃ ca’nekaṃ,Evaṃ bhave ubhayatopi ca dukkhamevaDhammaṃ samācaratha dukkhavināsanāya;
ในภพทั้งหลาย ความตายย่อมหาได้ง่ายสำหรับผู้มีอายุน้อย ส่วนผู้มีอายุยืนก็ต้องประสบความแก่และความพินาศนานัปการ ในภพนี้ย่อมเป็นทุกข์ทั้งสองประการเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรมเพื่อความพินาศแห่งทุกข์เถิด
51.
๕๑.
Dukkhagginā sumahatā paripīḷitesuLokattayassa vasato bhavavārakesu,Sabbattatā sucaritassa pamādakāloBho bho na hoti paramaṃ kusalaṃ ciṇātha;
เมื่อสัตว์ทั้งหลายในโลกทั้งสามถูกไฟคือทุกข์อันยิ่งใหญ่เบียดเบียน และท่องเที่ยวอยู่ในรอบแห่งภพ ดูก่อนท่านทั้งหลาย เวลาแห่งความประมาทในการประพฤติสุจริตโดยประการทั้งปวงย่อมไม่มี ท่านทั้งหลายจงสั่งสมกุศลอันยิ่งใหญ่เถิด
52.
๕๒.
Appaṃ sukhaṃ jalalavaṃ viya bho tiṇaggeDukkhantu sāgarajalaṃ viya sabbaloke,Saṃkappanā tadapi hoti sabhāvato hiSabbaṃ tilokamapi kevaladukkhameva;
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสุขนั้นมีน้อยนิดดุจหยาดน้ำบนปลายหญ้า แต่ทุกข์ในโลกทั้งปวงนั้นเปรียบดุจน้ำในมหาสมุทร แม้ความสุขนั้นก็เป็นเพียงความดำริขึ้นมา แท้จริงแล้วโดยสภาวะ โลกทั้งสามทั้งหมดเป็นแต่เพียงกองทุกข์ล้วนๆ
53.
๕๓.
Kāyo na yassa anugacchati kāyahetuBālo anekavidhamācaratīha dukkhaṃ,Kāyo sadā kali malākalilañhi lokeKāye rato’navarataṃ vyasanaṃ pareti
ร่างกายย่อมไม่ติดตามผู้ใดไป แต่เพราะเหตุแห่งร่างกาย คนพาลย่อมก่อทุกข์นานาประการในโลกนี้ ร่างกายในโลกนี้เต็มไปด้วยโทษและมลทินเสมอ ผู้ที่ยินดีในร่างกายย่อมประสบความพินาศไม่ขาดสาย
54.
๕๔.
Mīḷhākaraṃ kalimalākaramāmagandhaṃSūḷāsisallavisapannagarogabhūtaṃ,Dehaṃ vipassatha jarāmaraṇādhivāsaṃTucchaṃ sadā vigatasāramimaṃ vinindyaṃ;
ท่านทั้งหลายจงพิจารณาร่างกายอันเป็นบ่อเกิดแห่งคูถ เป็นแหล่งมลทิน มีกลิ่นคาว เป็นที่เกิดแห่งโรคเปรียบด้วยหลาว ดาบ ลูกศร และงูพิษ เป็นที่พำนักแห่งความแก่และความตาย อันว่างเปล่า ไร้สาระ และน่าติเตียนนี้เถิด
55.
๕๕.
Dukkhaṃ aniccamasubhaṃ vata attabhāvaṃMā saṃkilesaya na vijjati jātu nicco,Ambho na vijjati hi appamapīha sāraṃSāraṃ samācaratha dhammamalaṃ pamādaṃ;
อัตภาพนี้เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่งามหนอ ท่านอย่าได้เศร้าหมองเลย เพราะความเที่ยงแท้ย่อมไม่มีในกาลไหนๆ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ในโลกนี้ไม่มีสาระแม้เพียงน้อย จงประพฤติธรรมอันเป็นสาระเถิด พอทีกับการประมาท
56.
๕๖.
Māyāmarīcikadalīnalapheṇapuñja-Gaṃgātaraṅgajalabubbulasannibhesu,Khandhesu pañcasu chaḷāyatanesu tesuAttā na vijjati hi ko na vadeyya’bālo?
ในขันธ์ ๕ และอายตนะ ๖ เหล่านั้น ซึ่งเปรียบประดุจมายา พยับแดด ต้นกล้วย ไม้อ้อ กลุ่มฟองน้ำ และฟองสบู่บนระลอกน้ำในแม่น้ำคงคา ย่อมไม่มีอัตตาอยู่จริง ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาลจะไม่กล่าวเช่นนั้น?
57.
๕๗.
Vañjhāsuto sasavisāṇamaye rathe tu,Dhāveyya ce cirataraṃ sadhuraṃ gahetvā,Dīpaccimālamiva taṃ khaṇabhaṅgabhūtaṃAttāti dubbalatarantu vadeyya dehaṃ;
หากบุตรของหญิงหมันพึงถือแอกวิ่งไปสิ้นกาลนานด้วยรถที่ทำจากเขากระต่าย ร่างกายนี้ซึ่งมีความแตกสลายไปในชั่วขณะประดุจเปลวประทีป ก็ยังนับว่าอ่อนแอกว่านั้น (คือเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่านั้น) สำหรับผู้ที่จะกล่าวว่าร่างกายนี้เป็นอัตตา
58.
๕๘.
Bālo yathā salilabubbulabhājanenaĀkaṇṭhato vata pibeyya marīcitoyaṃ,Attāni sārarahitaṃ kadalīsamānaṃMohā bhaṇeyya khalu dehamimaṃ anattaṃ;
คนพาลพึงดื่มน้ำพยับแดดจนเต็มลำคอด้วยภาชนะที่ทำจากฟองน้ำฉันใด บุคคลผู้หลงผิดด้วยโมหะย่อมกล่าวอ้างร่างกายนี้ที่ไม่มีสาระประดุจต้นกล้วยว่าเป็นอัตตาฉันนั้น
59.
๕๙.
Yo’dumbarassa kusumena marīcitoyaṃVāsaṃ yadicchati sa khedamupeti bālo,Attānameva parihaññati attahetuAttā na vijjati kadācidapīha dehe;
คนพาลใดปรารถนาที่พำนักด้วยดอกมะเดื่อและน้ำพยับแดด ผู้นั้นย่อมถึงความลำบาก ย่อมเบียดเบียนตนเองเพราะเหตุแห่งอัตตา อัตตาย่อมไม่มีในร่างกายนี้ในกาลไหนๆ เลย
60.
๖๐.
Poso yathā hi kadalī suvinibbhujantoSāraṃ tadappampi nopalabheyya kāmaṃ,Khandhesu paṃcasu chaḷāyatanesu tesuSuññesu kiñcidapi nopalabheyya sāraṃ;
บุรุษเมื่อปอกต้นกล้วยออก ย่อมไม่อาจหาแก่นสารแม้เพียงน้อยได้ตามความปรารถนาฉันใด ในขันธ์ ๕ และอายตนะ ๖ เหล่านั้นที่ว่างเปล่า บุคคลก็ย่อมไม่อาจหาแก่นสารอะไรได้เลยฉันนั้น
61.
๖๑.
Suttaṃ vinā na paṭabhāvamihatthi kiṃciDehaṃ vinā na khalu koci mihatthi satto,Deho sabhāvarahito khaṇabhaṃgayutto,Ko attahetu aparo bhuvi vijjatīha?
หากปราศจากด้ายแล้ว สภาพแห่งผ้าก็หามีไม่ฉันใด หากปราศจากร่างกายแล้ว สัตว์ใดๆ ก็หามีไม่ฉันนั้น ร่างกายปราศจากสภาวะ (แห่งตน) มีแต่ความแตกสลายไปในชั่วขณะ เหตุแห่งอัตตาอื่นใดเล่าจะพึงมีอยู่ในโลกนี้?
62.
๖๒.
Disvā marīcisalilañhi sudūrato bhoBālo migo samupadhāvati toyasaññī,Evaṃ sabhāvarahite viparītasiddheDehe pareti parikappanayā hi rāgaṃ;
ดูก่อนท่านผู้เจริญ กวางเขลาเห็นน้ำพยับแดดแต่ไกล ย่อมวิ่งเข้าไปหาด้วยสำคัญว่าเป็นน้ำฉันใด บุคคลย่อมถึงซึ่งราคะด้วยการปรุงแต่งในร่างกายที่ปราศจากสภาวะและสำเร็จขึ้นด้วยความวิปลาสฉันนั้น
63.
๖๓.
Dehe sabhāvarahite parikappasiddheAttā na vijjati hi vijjumivantalikkhe,Bhāvetha bhāvanaratā vigatappamādāSabbāsavappahananāya anattasaññaṃ;
ในร่างกายที่ปราศจากสภาวะและสำเร็จขึ้นด้วยการปรุงแต่งนี้ อัตตาย่อมไม่มีอยู่เลย ประดุจสายฟ้าในอากาศ ท่านทั้งหลายผู้ยินดีในการภาวนาและปราศจากความประมาท จงเจริญอนัตตสัญญาเพื่อละอาสวะทั้งปวงเถิด
64.
๖๔.
LālākarīsarudhirassuvasānulittaṃDehaṃ imaṃ kalimalākalilaṃ asāraṃ,Sattā sadā pariharanti jigucchanīyaṃNānāsucīhi paripuṇṇaghaṭaṃ yatheva;
ร่างกายนี้ฉาบทาด้วยน้ำลาย อุจจาระ เลือด น้ำตา และมันข้น เป็นที่ระคนด้วยมลทินคือความเศร้าหมองและหาสาระมิได้ สัตว์ทั้งหลายย่อมประคับประคองร่างกายที่น่ารังเกียจนี้ไว้เสมอ ประดุจหม้อที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาชนิด
65.
๖๕.
Ṇahātvā jalañhi sakalaṃ catusāgarassaMeruppamāṇamapi gandhamanuttarañca,Pappoti neva manujo hi suciṃ kadāciKiṃ bho vipassatha guṇaṃ kimu attabhāve?
แม้มนุษย์จะอาบน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่จนหมดสิ้น และใช้เครื่องหอมอันยอดเยี่ยมประมาณเท่าเขาพระสุเมรุ ก็ย่อมไม่อาจถึงความสะอาดได้เลยในกาลไหนๆ ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจะมามัวเห็นคุณวิเศษอะไรในอัตภาพนี้เล่า?
66.
๖๖.
Deho sa eva vividhāsucisannidhānoDeho sa eva vadhabandhanarogabhūto,Deho sa eva navadhā paribhinnagaṇḍoDehaṃ vinā bhayakaraṃ na susānamatthi;
ร่างกายนั้นเองเป็นที่รวมแห่งของไม่สะอาดนานาชนิด ร่างกายนั้นเองเป็นที่มาแห่งการประหัตประหาร การจองจำ และโรคภัย ร่างกายนั้นเองเป็นดุจฝีที่แตกออกเก้าช่อง หากปราศจากร่างกายเสียแล้ว ป่าช้าที่น่ากลัวก็หามีไม่
67.
๖๗.
Antogataṃ yadiva muttakarīsabhāgoDehā bahiṃ aticareyya vinikkhamitvā,Mātā pitā vikaruṇā ca vinaṭṭhapemāKāmaṃ bhaveyyu kimu bandhusutā ca dārā?
หากส่วนของปัสสาวะและอุจจาระที่อยู่ภายในพึงไหลเยิ้มออกมาภายนอกร่างกาย แม้แต่มารดาและบิดาก็พึงหมดความกรุณาและสิ้นความรักเป็นแน่ แล้วจะกล่าวไปไยถึงพวกญาติ บุตร และภรรยาเล่า?
68.
๖๘.
Dehaṃ yathā navamukhaṃ kimisaṅghagehaṃMaṃsaṭṭhisedarudhirākalilaṃ vigandhaṃ,Posenti ye vividhapāpamihācaritvāTe mohitā maraṇadhammamaho vatevaṃ!
ร่างกายนี้มีช่องทางออกเก้าทาง เป็นที่พำนักของหมู่หนอน ระคนด้วยเนื้อ กระดูก เหงื่อ และเลือด มีกลิ่นเหม็นสาบ ชนเหล่าใดบำรุงร่างกายนี้ด้วยการประพฤติบาปนานาประการในโลกนี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้หลงผิด โอ! ร่างกายมีสภาวะแห่งความตายเป็นธรรมดาเช่นนี้เอง
69.
๖๙.
Gaṇḍūpame vividharoga nivāsabhūteKāye sadā rudhiramuttakarīsapuṇṇe,Yo ettha nandati naro sasigālabhakkheKāmañhi socati parattha sa bālabuddhi;
ในร่างกายที่อุปมาดังหัวฝี เป็นที่พำนักของโรคนานาชนิด เต็มไปด้วยเลือด ปัสสาวะ และอุจจาระอยู่เสมอ บุรุษใดผู้มีปัญญาทรามมายินดีในร่างกายอันเป็นภักษาแห่งสุนัขและสุนัขจิ้งจอกนี้ ผู้นั้นย่อมต้องเศร้าโศกในปรโลกเป็นแน่
70.
๗๐.
Bho pheṇapiṇḍasadiso viya sārahīnoMīḷhālayo viya sadā paṭikūlagandho,Āsīvisālayanibho sabhayo sadukkhoDeho sadā savati loṇaghaṭova bhinno;
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ร่างกายนี้หาสาระมิได้ประดุจก้อนฟองน้ำ เป็นที่รวมแห่งอุจจาระ มีกลิ่นปฏิกูลอยู่เสมอ อุปมาดังที่อาศัยของอสรพิษ เต็มไปด้วยภัยและทุกข์ ย่อมไหลออกอยู่เสมอประดุจหม้อเกลือที่แตกแล้ว
71.
๗๑.
Jātaṃ yathā na kamalaṃ bhuvi nindanīyaṃPaṅkesu bho asucitoya samākulesu,Jātaṃ tathā parahitampi ca dehabhūtaṃTaṃ nindanīyamiha jātu na hoti loke;
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ดอกบัวที่เกิดในโคลนตมอันระคนด้วยน้ำที่ไม่สะอาด ย่อมไม่เป็นที่น่าตำหนิในโลกฉันใด ประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่นที่บังเกิดขึ้นจากร่างกายนี้ ก็ย่อมไม่เป็นที่น่าตำหนิในโลกนี้เลยฉันนั้น
72.
๗๒.
Dvattiṃsabhāgaparipūrataro visesoKāyo yathā hi naranāri gaṇassa loke,Kāyesu kiṃ phalamihatthi ca paṇḍitānaṃKāmaṃ tadeva nanu hoti paropakāraṃ;
ร่างกายของเหล่ามนุษย์ทั้งชายและหญิงในโลกนี้ เต็มไปด้วยอาการ ๓๒ เป็นพิเศษ สำหรับบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ผลประโยชน์อะไรเล่าที่พึงมีในร่างกายเหล่านี้? ประโยชน์นั้นก็คือการเกื้อกูลผู้อื่นมิใช่หรือ?
73.
๗๓.
Posona paṇḍitatarena tathāpi dehoSabbattanā cirataraṃ paripālanīyo,Dhammaṃ careyya suciraṃ khalu jīvamānoDhamme have maṇivaro iva kāmado bho
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ถึงกระนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาก็พึงประคับประคองรักษาร่างกายนี้ไว้ให้ยืนยาวด้วยความพยายามทั้งปวง เพราะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ย่อมพึงประพฤติธรรมได้ตลอดกาลนาน แท้จริงแล้ว ธรรมย่อมให้สิ่งที่ปรารถนาได้ประดุจแก้วมณีอันประเสริฐ
74.
๗๔.
Khīre yathā suparibhāvitamosadhamhiSnehena osadhabalaṃ paribhāsateva,Dhammo tathā iha samācarito hi lokeChāyāva yāti paraloka mito vajantaṃ;
อานุภาพแห่งยาที่ปรุงดีแล้วในน้ำนม ย่อมปรากฏออกมาด้วยความเข้มข้นของยานั้นฉันใด ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วในโลกนี้ ย่อมติดตามผู้ที่ละจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกประดุจเงาฉันนั้น
75.
๗๕.
Kāyassa bho viracitassa yathānukūlaṃChāyā vibhāti rucirāmaladappaṇe tu,Katvā tatheva paramaṃ kusalaṃ paratthaSambhūsitā iva bhavanti phalena tena;
ดูก่อนท่านผู้เจริญ เงาที่งดงามย่อมปรากฏในกระจกที่ใสสะอาดตามรูปกายที่แต่งไว้ฉันใด บุคคลผู้ทำกุศลอันยิ่งใหญ่ไว้ก็ย่อมเป็นผู้สง่างามในปรโลกด้วยผลแห่งกุศลนั้นฉันนั้น
76.
๗๖.
Dehe tathā vividhadukkha nivāsabhūteMohā pamādavasagā sukhasaññamūḷhā,Tikkhe yathā khuramukhe madhulehamānoBāḷhañca dukkhamanugacchati hīnapañño;
ในร่างกายอันเป็นที่พำนักแห่งทุกข์นานาประการนี้ บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งโมหะและความประมาท ย่อมหลงผิดด้วยสำคัญว่าเป็นสุข อุปมาดังคนปัญญาทรามเลียน้ำผึ้งที่คมมีดโกน ย่อมต้องประสบกับทุกข์อย่างแสนสาหัส
77.
๗๗.
Saṃkapparāgavigate niratattabhāveDukkhaṃ sadā samadhigacchati appapañño,Mūḷhassa ceva sukhasaññamihatthilokeKiṃpakkameva nanu hoti vicāramāne;
ในอัตภาพที่หาสาระมิได้และปราศจากความจงใจรักใคร่ บุคคลผู้มีปัญญาน้อยย่อมประสบทุกข์อยู่เสมอ ความสำคัญว่าเป็นสุขของคนเขลาในโลกนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็เป็นประดุจผลกิมพากะ (ผลไม้ที่สวยแต่พิษร้าย) มิใช่หรือ?
78.
๗๘.
Sabbopabhoga dhanadhaññavisesalābhīRūpena bho sa makaraddhajasannibhopi,Yo yobbanepi maraṇaṃ labhate akāmaṃKāmaṃ paratthaparapāṇaharo naro hi;
ดูก่อนท่านผู้เจริญ นรชนใดที่เคยปลงชีวิตผู้อื่นไว้ แม้จะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค ทรัพย์ และธัญญาหาร มีรูปงามประดุจพระกามเทพ เขาก็ย่อมต้องถึงแก่ความตายในวัยหนุ่มอย่างไม่ปรารถนาเป็นแน่
79.
๗๙.
So yācako bhavati bhinnakapālahatthoMuṇḍo dhigakkharasatehi ca tajjayanto,Bhikkhaṃ sadāribhavane sakucelavāsoDehe paratthi paracittaharo naro yo;
นรชนใดที่ลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น ในปรโลกเขาย่อมกลายเป็นขอทาน ถือเศษกระเบื้องแตก มีศีรษะโล้น นุ่งห่มผ้าขี้ริ้ว ถูกข่มขู่ด้วยคำด่าทอนับร้อย และต้องเที่ยวขอทานในบ้านของศัตรูอยู่เสมอ
80.
๘๐.
Itthī namuñcati sadā puna itthibhāvāNārī sadā bhavati so puriso parattha,Yo ācareyya paradāramalaṅghanīyaṃGhorañca vindati sadā vyasanañca nekaṃ;
บุรุษใดประพฤติล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น เขาย่อมไม่พ้นจากอัตภาพแห่งสตรี และต้องเกิดเป็นสตรีเสมอในปรโลก ทั้งยังต้องประสบกับความพินาศอันน่าสยดสยองและภัยพิบัตินานัปการอยู่เป็นนิจ
81.
๘๑.
Dīno vigandhavadano ca jaḷo apaññoMūgo sadā bhavati appiyadassano ca,Pappoti dukkhamatulañca manussabhūtoVācaṃ musā bhaṇati yo hi apaññasatto;
สัตว์ผู้ไร้ปัญญาใดกล่าวคำเท็จ เขาย่อมเป็นคนเข็ญใจ มีปากเหม็น โง่เขลา ไร้ปัญญา เป็นใบ้ และมีรูปลักษณ์ที่น่ารังเกียจอยู่เสมอ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมต้องประสบกับทุกข์อันหาที่เปรียบมิได้
82.
๘๒.
Ummattakā vigatalajjaguṇā bhavantiDīnā sadā vyasanasokaparāyaṇā ca,Jātā bhavesu vividhesu virūpadehāPītvā halāhalavisaṃva suraṃ vipaññā;
เหล่าคนเขลาที่ดื่มสุราประดุจดื่มยาพิษร้ายแรง ย่อมกลายเป็นคนบ้า ปราศจากหิริความละอาย เป็นคนเข็ญใจ ประสบแต่ความพินาศและความโศกเศร้าอยู่เป็นนิจ และเมื่อเกิดในภพภูมิต่างๆ ก็จะมีร่างกายที่อัปลักษณ์พิกลพิการ
83.
๘๓.
Pāpāni yena iha ācaritāni yāniYo vassakoṭinahutāni anappakāni,Laddhāna ghoramatulaṃ narakesu dukkhaṃPappoti cettha vividhavyasanañca nekaṃ;
ผู้ใดประพฤติบาปนานาประการไว้มากในโลกนี้ ผู้นั้นย่อมต้องเสวยทุกข์อันน่าสยดสยองที่หาที่เปรียบมิได้ในนรกสิ้นกาลนานนับหลายโกฏิปี และยังต้องประสบกับความพินาศนานัปการในโลกนี้อีกด้วย
84.
๘๔.
Lokattayesu sakalesu samaṃ na kiṃciLokassa santikaraṇaṃ ratanattayena,Taṃtejasā sumahatā jitasabbapāpoSohaṃ sadādhigatasabbasukho bhaveyyaṃ;
ไม่มีสิ่งใดในโลกทั้งสามทั้งหมดเสมอด้วยพระรัตนตรัยซึ่งเป็นเครื่องกระทำความสงบแก่โลก ด้วยเดชอันยิ่งใหญ่ของพระรัตนตรัยนั้น ขอข้าพเจ้าผู้ชนะบาปทั้งปวงแล้ว จงเป็นผู้เข้าถึงความสุขทั้งปวงเสมอเถิด
85.
๘๕.
Lokattayesu sakalesu ca sabbasattāMittā ca majjharipubandhujanā ca sabbe,Te sabbadā vigatarogabhayā visokāSabbaṃ sukhaṃ adhigatā muditā bhavantu;
สัตว์ทั้งปวงในโลกทั้งสามทั้งหมด ทั้งมิตร ผู้เป็นกลาง ศัตรู และหมู่ญาติทั้งปวง ขอสัตว์เหล่านั้นจงเป็นผู้ปราศจากโรค ภัย และความโศกเศร้าเสมอ เข้าถึงความสุขทั้งปวง และจงเป็นผู้มีความบันเทิงใจเถิด
86.
๘๖.
Kāyo karīsabharito viya bhinnakumbhoKāyo sadā kalimalavyasanādhivāso,Kāye vihaññati ca sabbasukhanti lokoKāyo sadā maraṇarogajarādhivāso;
ร่างกายเปรียบเหมือนหม้อแตกที่เต็มไปด้วยอุจจาระ ร่างกายเป็นที่อยู่ของมลทิน กิเลส และความพินาศเสมอ โลกย่อมเดือดร้อนในร่างกายด้วยเข้าใจว่าเป็นสุขทั้งปวง ร่างกายเป็นที่อยู่ของความตาย โรค และความแก่ชราเสมอ
87.
๘๗.
So yobbanoti thaviroti ca bālakotiSatte na pekkhati vihaññatireva maccu,Sohaṃ ṭhitopi sayitopi ca pakkamantoGacchāmi maccuvadanaṃ niyataṃ tathā hi;
มัจจุราชนั้นย่อมไม่เพ่งดูสัตว์ว่า เป็นคนหนุ่ม เป็นคนแก่ หรือเป็นเด็ก ย่อมเบียดเบียนถ่ายเดียว ฉันใด ข้าพเจ้านั้นแม้จะยืนอยู่ นอนอยู่ หรือกำลังก้าวไป ก็ย่อมไปสู่ปากของมัจจุราชอย่างแน่นอน ฉันนั้น
88.
๘๘.
Evaṃ yathā vihitadosamidaṃ sarīraṃNiccaṃva taggatamanā hadaye karotha,Mettaṃ parittamasubhaṃ maraṇassatiñcaBhāvetha bhāvanaratā satataṃ yatattā;
ท่านทั้งหลายจงทำร่างกายนี้ที่มีโทษตามที่กล่าวมาแล้ว ให้มีใจจดจ่ออยู่ในใจเสมอ ท่านทั้งหลายผู้ยินดีในการภาวนา มีตนอันสำรวมแล้ว จงเจริญเมตตา ปริตร อสุภะ และมรณัสสติเถิด
89.
๘๙.
Dānādi puññakiriyāni sukhudrayāniKatvā ca tamphalamasesa mihappameyyaṃ,Deyyaṃ sadā parahitāya sukhāya cevaKimbho tadeva nanu hatthagatañhi sāraṃ?
เมื่อทำบุญกิริยาทั้งหลายมีทานเป็นต้นอันให้เกิดสุข และผลแห่งบุญนั้นอันประมาณมิได้ในโลกนี้ทั้งหมดแล้ว พึงให้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ผู้อื่นเสมอ ท่านผู้เจริญ สิ่งนั้นนั่นแลเป็นแก่นสารที่อยู่ในมือแล้วมิใช่หรือ?
90.
๙๐.
Hetuṃ vinā na bhavatī hi ca kiṃci lokeSaddova pāṇitalaghaṭṭanahetujāto,Evañca hetuphala bhāvavibhāgabhinnoLoko udeti ca vinassati tiṭṭhatī ca;
สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกย่อมไม่มีโดยปราศจากเหตุ เหมือนเสียงที่เกิดจากเหตุคือการกระทบกันแห่งฝ่ามือ โลกย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยแยกแยะตามภาวะแห่งเหตุและผลเช่นนี้
91.
๙๑.
Kammassa kāraṇāmayañhi yathā avijjāBho kammanā samadhigacchati jātibhedaṃ,Jātiṃ paṭicca ca jarāmaraṇādidukkhaṃSattā sadā paṭilabhanti anādikāle;
อวิชชานี้เป็นเหตุแห่งกรรมฉันใด ท่านผู้เจริญ สัตว์ย่อมเข้าถึงความต่างแห่งชาติด้วยกรรมฉันนั้น และสัตว์ทั้งหลายย่อมได้รับทุกข์มีชราและมรณะเป็นต้น เพราะอาศัยชาติเสมอในกาลอันไม่มีเบื้องต้น
92.
๙๒.
Kammaṃ yathā na bhavatīha ca mohanāsāKammakkhayāpi ca na hoti bhavesu jāti,Jātikkhayā iha jarāmaraṇādidukkhaṃSabbakkhayo bhavati dīpevānilena;
กรรมย่อมไม่มีในโลกนี้เพราะความพินาศแห่งโมหะฉันใด ชาติในภพทั้งหลายย่อมไม่มีเพราะความสิ้นไปแห่งกรรมฉันนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งชาติ ทุกข์มีชราและมรณะเป็นต้นทั้งปวงย่อมสิ้นไปในโลกนี้ เหมือนประทีปดับไปเพราะลม
93.
๙๓.
Yo passatīha satataṃ munidhammakāyaṃBuddhaṃ sa passati naro iti so avoca,Buddhañca dhammamamalañca tilokanāthaṃSampassituṃ vicinathā’pi ca dhammataṃ bho;
นรชนใดเห็นธรรมกายของพระมุนีในโลกนี้อยู่เป็นนิตย์ ผู้นั้นชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้เช่นนั้น ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงพิจารณาธรรมเพื่อเห็นพระพุทธเจ้าและพระธรรมอันปราศจากมลทิน ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้งสามเถิด
94.
๙๔.
Sallaṃva bho sunisitaṃ hadaye nimuggaṃDosattayaṃ vividhapāpamalena littaṃ,NānāvidhabyasanabhājanamappasannaṃPaññāmayena balisena nirākarotha;
ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงกำจัดโทษ ๓ ประการ อันเป็นดังลูกศรที่คมกริบซึ่งฝังอยู่ในใจ อันฉาบทาด้วยมลทินคือบาปต่าง ๆ เป็นภาชนะแห่งความพินาศนานาประการ และไม่ผ่องใส ด้วยเบ็ดคือปัญญาเถิด
95.
๙๕.
Nākampayanti sakalāpi ca lokadhammāCittaṃ sadāpagatapāpakilesasallaṃ,Rūpādayo ca vividhā visayā samaggāPhuṭṭhaṃva merusikharaṃ mahatānilena;
โลกธรรมแม้ทั้งปวง และวิสัยต่าง ๆ มีรูปเป็นต้นทั้งหมด ย่อมไม่อาจยังจิตที่ปราศจากลูกศรคือบาปและกิเลสแล้วให้หวั่นไหวได้ เหมือนยอดเขาสิเนรุที่ถูกลมใหญ่พัดกระทบอยู่ ฉันนั้น
96.
๙๖.
Saṃsāradukkhamagaṇeyya yathā munindoGambhirapāramita sāgaramuttaritvā,Ñeyyaṃ abodhi nipuṇaṃ hatamohajāloTasmā sadā parahitaṃ paramaṃ ciṇātha;
พระจอมมุนีไม่ทรงคำนึงถึงทุกข์ในสังสารวัฏ ทรงข้ามมหาสมุทรคือพระบารมีอันลึกซึ้ง ทรงทำลายข่ายแห่งโมหะแล้ว ทรงตรัสรู้ธรรมอันละเอียดที่ควรรู้ ฉันใด เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงประพฤติประโยชน์ผู้อื่นอันสูงสุดเสมอเถิด
97.
๙๗.
Ohāya so’dhigatamokkhasukhaṃ paresaṃAtthāya saṃcari bhavesu mahabbhayesu,Evaṃ sadā parahitaṃ purato karitvāDhammo mayānucarito jagadatthameva;
พระองค์ทรงละความสุขในโมกขธรรมที่บรรลุแล้ว ทรงท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลายอันน่ากลัวยิ่งเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ฉันใด ธรรมอันข้าพเจ้าประพฤติแล้วก็เพื่อประโยชน์แก่โลกนั่นแล โดยกระทำประโยชน์ผู้อื่นไว้ข้างหน้าเสมอ ฉันนั้น
98.
๙๘.
Laddhāna dullabhatarañca manussayoniṃSabbaṃ papañcarahitaṃ khaṇasampadañca,Ñatvāna āsavanudekahitañca dhammaṃKo paññavā anavaraṃ na bhajeyya dhammaṃ?
เมื่อได้กำเนิดมนุษย์อันหาได้ยากยิ่ง และความถึงพร้อมแห่งขณะอันปราศจากเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวงแล้ว เมื่อรู้ธรรมอันเป็นประโยชน์อย่างเดียวเพื่อขจัดอาสวะแล้ว ผู้มีปัญญาคนไหนเล่าจะไม่พึงเสพธรรมอยู่เป็นนิตย์?
99.
๙๙.
Laddhāna buddhasamayaṃ atidullabhaṃcaSaddhamma maggamasamaṃ sivadaṃ tatheva,Kalyāṇamittapavare matisampadañcaKo buddhimā anavaraṃ na bhajeyya dhammaṃ?
เมื่อได้พุทธสมัยอันหาได้ยากยิ่ง และสัทธรรมมรรคอันไม่มีสิ่งใดเสมออันให้ความเกษม และได้กัลยาณมิตรผู้ประเสริฐและความถึงพร้อมแห่งปัญญาแล้ว ผู้มีปัญญาคนไหนเล่าจะไม่พึงเสพธรรมอยู่เป็นนิตย์?
100.
๑๐๐.
Evampi dullabhataraṃ vibhave suladdhāMaccheradosa viratā ubhayatthakāmā,Saddhādidhammasahitā satatappamattāBho! Bho! Karotha amatādhigamāya puññaṃ;
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย! เมื่อได้สิ่งที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ในภพแล้ว จงเป็นผู้งดเว้นจากโทษคือความตระหนี่ ปรารถนาประโยชน์ทั้งสอง ประกอบด้วยธรรมมีศรัทธาเป็นต้น และไม่ประมาทอยู่เสมอ จงทำบุญเพื่อการบรรลุอมตธรรมเถิด